แค่บอกว่าจะเลี้ยงชาเขียว เขาก็บล็อกเราเลย

แค่บอกว่าจะเลี้ยงชาเขียว เขาก็บล็อกเราเลย (ภาค 2) | เมื่อความหวังแพ้ความจริง

แค่บอกว่าจะเลี้ยงชาเขียว เขาก็บล็อกเราเลย (ภาค 2)

เมื่อไม่ได้โดนบล็อกเพราะชาเขียว แต่โดนบล็อกเพราะเราไม่ใช่คนที่เขาอยากคุยด้วย

ภาคต่อจากบทความ “แค่บอกว่าจะเลี้ยงชาเขียว เขาก็บล็อกเราเลย” บน Dinosad


บางครั้งเราก็ใช้เวลาหลายวันคิดว่า…

“หรือเราพิมพ์อะไรผิดไป”

“หรือเขาไม่ชอบชาเขียว”

“หรือเขาแพ้คาเฟอีน”

“หรือเขาคิดว่าเราจะชวนไปขายประกัน”

สุดท้ายความจริงอาจง่ายกว่านั้นมาก

เขาแค่ไม่อยากคุยกับเรา

จบ

ไม่มีทฤษฎีสมคบคิด

ไม่มีเหตุผลซับซ้อน

ไม่มีดวงดาวโคจรผิดตำแหน่ง

ไม่มีหมอดูทัก

ไม่มีใครแฮ็กแชต

ไม่มีแม้แต่ชาเขียวเข้ามาเกี่ยวข้อง

แค่คนหนึ่งอยากคุย

แต่อีกคนไม่อยากคุย

เท่านั้นเอง


วันที่ยังไม่โดนบล็อก

ตอนแรกทุกอย่างดูปกติดี

เราส่งสวัสดี

เขาตอบ

เราส่งสติกเกอร์

เขาก็ตอบ

เราถามว่า

“กินข้าวหรือยัง”

เขาตอบว่า

“กินแล้ว”

แม้จะเป็นบทสนทนาที่ไม่มีสาระอะไร

แต่สำหรับคนกำลังชอบ

คำว่า “กินแล้ว”

ก็สามารถทำให้ยิ้มได้ทั้งวัน

เหมือนคนขาดน้ำแล้วได้จิบกาแฟ

แม้จะไม่ช่วยแก้กระหาย

แต่ก็ยังรู้สึกดี


จุดเริ่มต้นของความหวัง

คนเรามักสร้างเรื่องราวจากสิ่งเล็ก ๆ

เขาตอบเร็ว

แปลว่าเขาสนใจ

เขากดหัวใจ

แปลว่าเขาชอบ

เขาดูสตอรี่

แปลว่าเขาแอบคิดถึง

เขาไม่อันฟอล

แปลว่ายังมีโอกาส

ทั้งที่จริงแล้ว

บางคนตอบเร็วเพราะมือถืออยู่ในมือ

กดหัวใจเพราะไม่รู้จะตอบอะไร

ดูสตอรี่เพราะเลื่อนผ่าน

และไม่อันฟอลเพราะขี้เกียจ

แต่คนแอบชอบมักเก่งเรื่องการตีความ

โดยเฉพาะตีความเข้าข้างตัวเอง


วันแห่งชาเขียว

แล้ววันหนึ่ง

เราก็รวบรวมความกล้าทั้งหมด

พิมพ์ข้อความออกไปว่า

“เดี๋ยวเลี้ยงชาเขียวนะ”

ตอนกดส่ง

หัวใจเต้นแรงกว่าตอนกดสั่งของในแอป

เพราะเราไม่ได้ลงทุนแค่เงิน

แต่ลงทุนความหวังด้วย

ความหวังว่าบางที

นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวดี ๆ

อาจได้เจอกัน

อาจได้คุยกัน

อาจได้รู้จักกันมากขึ้น

อาจ…

แต่ชีวิตจริงไม่ใช่นิยาย

และบางครั้ง

เครื่องหมายสามจุดที่กำลังพิมพ์ตอบ

ก็หายไปตลอดกาล


แล้วเขาก็บล็อก

ไม่มีคำลา

ไม่มีคำอธิบาย

ไม่มีแม้แต่สติกเกอร์ร้องไห้

อยู่ดี ๆ

ก็หายไปจากรายชื่อ

เหมือนเราไม่เคยมีตัวตน

ตอนนั้นสมองเริ่มทำงานหนัก

พยายามหาสาเหตุ

ทำไม

เพราะอะไร

เกิดอะไรขึ้น

แต่ยิ่งคิด

คำตอบก็ยิ่งไกลออกไป


ความจริงที่ยอมรับยาก

คนเรามักอยากได้เหตุผล

เพราะเหตุผลทำให้เรารู้สึกควบคุมสถานการณ์ได้

ถ้ารู้ว่าผิดตรงไหน

เราจะได้แก้ไข

ถ้ารู้ว่าเขาไม่ชอบอะไร

เราจะได้ปรับปรุง

แต่บางครั้ง

เหตุผลก็มีแค่ว่า

เขาไม่สนใจ

และนั่นไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้

เหมือนพยายามซ่อมประตู

ทั้งที่เจ้าของบ้านไม่ได้อยากเปิดให้เราเข้าไปตั้งแต่แรก


การมูฟออนที่ยากที่สุด

ไม่ใช่การลืมเขา

แต่เป็นการเลิกตั้งคำถาม

หลายคนยังติดอยู่กับคำว่า

“ถ้าวันนั้นเราไม่พูดเรื่องชาเขียวล่ะ”

“ถ้าพิมพ์อีกแบบล่ะ”

“ถ้าหล่อกว่านี้ล่ะ”

“ถ้ารวยกว่านี้ล่ะ”

แต่ความจริงคือ

ถ้าคนหนึ่งอยากอยู่

เขาจะหาทางอยู่

ถ้าคนหนึ่งอยากไป

เขาจะหาทางไป

ไม่ว่าจะมีชาเขียวหรือไม่มีชาเขียวก็ตาม


ชาเขียวไม่ได้ผิดอะไร

ความจริงแล้ว

ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่ค่อนข้างดีต่อสุขภาพ

มีสารต้านอนุมูลอิสระ

ได้รับความนิยมทั่วโลก

และไม่ได้มีหลักฐานว่าทำให้คนบล็อกกันในแชตแต่อย่างใด

ดังนั้น

อย่าโทษชาเขียว

ชาเขียวไม่รู้เรื่อง

คนที่น่าสงสารที่สุดในเรื่องนี้

อาจเป็นชาเขียวที่ถูกกล่าวหามาหลายบทความแล้ว


หลังจากนั้น

เรายังคงใช้ชีวิตต่อ

ตื่นเช้า

ทำงาน

กินข้าว

ดูซีรีส์

เลื่อนฟีด

และบางครั้งก็ยังคิดถึงเหตุการณ์นั้น

แต่ความรู้สึกเริ่มเปลี่ยนไป

จากเจ็บ

กลายเป็นขำ

จากเสียใจ

กลายเป็นเรื่องเล่า

จากบาดแผล

กลายเป็นคอนเทนต์


ทุกคนเคยเป็นไดโนเศร้า

ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน

หล่อแค่ไหน

สวยแค่ไหน

มีเงินแค่ไหน

ก็เคยถูกเมินกันทั้งนั้น

บางคนโดนอ่านไม่ตอบ

บางคนโดนเทกลางทาง

บางคนโดนบอกว่าเป็นพี่น้อง

บางคนโดนบล็อกเพราะชาเขียว

ชีวิตคนเรามีเวอร์ชันไดโนเศร้าซ่อนอยู่เสมอ

ต่างกันแค่ว่า

ใครจะเจอมันตอนไหน


บทเรียนราคาแก้วละ 45 บาท

สุดท้ายแล้ว

ชาเขียวแก้วนั้นไม่ได้เสียเปล่า

มันสอนให้รู้ว่า

ความรู้สึกเป็นสิ่งสวยงาม

แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับ

การกล้าชอบใครสักคน

ก็ยังเป็นเรื่องน่าภูมิใจ

การกล้าทัก

กล้าชวน

กล้าแสดงความรู้สึก

ต้องใช้ความกล้ามากกว่าที่หลายคนคิด

ถึงผลลัพธ์จะไม่เป็นอย่างหวัง

แต่นั่นไม่ได้ทำให้คุณแพ้

คุณแค่เจอคนที่ไม่ใช่

เท่านั้นเอง


บทส่งท้ายจากไดโนเศร้า

วันนี้ถ้ามีใครถามว่า

“ยังเลี้ยงชาเขียวอยู่ไหม”

คำตอบคือ

เลี้ยงอยู่

แต่เลี้ยงตัวเองก่อน

อยากกินก็กิน

อยากพักก็พัก

อยากมีความสุขก็มี

ไม่ต้องรอให้ใครตอบแชต

ไม่ต้องรอให้ใครกดหัวใจ

ไม่ต้องรอให้ใครเลือกเรา

เพราะในวันที่โลกเงียบใส่

อย่างน้อยเรายังเลือกตัวเองได้

และถ้าวันหนึ่งมีใครสักคนเดินเข้ามา

แล้วตอบว่า

“เอาสิ ไปกินชาเขียวกัน”

คราวนี้คงดี

แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร

เพราะเรารู้แล้วว่า

ความสุขไม่ควรฝากไว้กับการตอบแชตของใครคนหนึ่ง

แม้จะเคยโดนบล็อก

แม้จะเคยเป็น “ไดโนเศร้า”

แต่ชีวิตก็ยังไปต่อได้เสมอ

และบางที…

เรื่องตลกร้ายที่สุดในชีวิต

อาจกลายเป็นเรื่องที่เราหัวเราะได้ในวันหนึ่งก็ได้

Comments

One response to “แค่บอกว่าจะเลี้ยงชาเขียว เขาก็บล็อกเราเลย (ภาค 2) | เมื่อความหวังแพ้ความจริง”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *